ประกันภัยธุรกิจเอสเอ็มอี ช่วยลดภาระความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด

ธุรกิจเอสเอ็มอี ย่อมาจาก Small and Medium Enterprise (SME) ในภาษาอังกฤษ ส่วนในภาษาไทย คือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธุรกิจเอสเอ็มอี  หมายถึง ธุรกิจที่เป็นอิสระมีเอกชน เป็นเจ้าของ ดำเนินการโดยเจ้าของเอง ไม่เป็นเครื่องมือของธุรกิจใด

ประกันธุรกิจเอสเอ็มอี

ธุรกิจเอสเอ็มอี  มีอยู่มากมายหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงธุรกิจแฟรนไชส์ และ OTOP ธุรกิจเอสเอ็มอี  หรือ ธุรกิจขนาดย่อมจะตอบสนองความต้องการของตลาดในท้องถิ่น หรือตลาดภายในประเทศ ซึ่งยังขาดความรู้ความสามารถในด้านการตลาด ในวงกว้างโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ขาดความรู้ในการจัดการหรือการบริหารที่มีระบบใช้ประสบการณ์จากการเรียนรู้ โดยเรียนถูกเรียนผิดเป็นหลักอาศัยบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมาช่วยงาน เนื่องจากปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ  ธุรกิจขนาดย่อมโดยทั่วไปจึงค่อนข้างมีจุดอ่อนในการรับรู้ข่าวสารด้านต่าง ๆ  จึงควรต้องมีการทำประกันภัยธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ

ประกันภัยธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นแบบประกันภัยที่ตอบสนองความต้องการความคุ้มครองของเจ้าของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ที่ให้ความคุ้มครองความเสี่ยงภัยในกรณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  ความเสี่ยงภัยทุกชนิดสำหรับทรัพย์สินและ/หรือตัวอาคาร เมื่อปี 2554 ประเทศไทยได้เผชิญกับมหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจมากกว่า 4 แสนล้านบาท ธุรกิจเอสเอ็มอีหลายรายต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ทำให้เจ้าของธุรกิจบางท่านต้องหมดเนื้อหมดตัวกันไป, ความเสี่ยงภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงัก เน้นที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะหยุดชะงักของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ไม่สามารถดำเนินธุรกิจ ไม่สามารถผลิต หรือไม่สามารถจัดส่ง  , การโจรกรรม คุ้มครองการลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ โดยบุคคลใด ๆ โดยใช้กำลังอย่างรุนแรงและทำให้เกิดร่องรอยความเสียหาย ที่เห็นได้อย่างชัดเจน , การสูญหาย หรือความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์, เครื่องจักรชำรุด, ความรับผิดต่อสาธารณะ หากข้าวของธุรกิจท่านใดยังไม่มั่นใจ กับเหตุการณ์ดังกล่าว ว่าจะเกิดขึ้นกับธุรกิจหรือไม่ สามารถทำประกันภัยธุรกิจเอสเอ็มอี กับบริษัทประกันภัย โบรกเกอร์ประกันภัยได้เลย

Advertisements

เลือกโบรกเกอร์ประกันภัย แบบมีเทคนิค

แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ดีมาก แต่ก็มีรถยนต์ทยอยออกมาเพิ่มมากขึ้นในตลาด โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย จึงมีการออกกฎ พรบ. และ ประกันภัยรถยนต์เพิ่มเติมขึ้นมา โบรกเกอร์ประกันภัยรถยนต์จึงเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับจำนวนรถยนต์บนท้องถนน แล้ววิธีการเลือกโบรกเกอร์ประกันภัยที่มีอยู่มากมายนั้น จะเลือกได้จากอะไร คราวนี้เราจึงมาบอกเคล็ดลับการเลือกโบรกเกอร์ประกันภัยมาให้ทราบกันค่ะ

โบรกเกอร์ประกันภัย

การที่เป็นโบรกเกอร์ประกันภัยได้นั้นต้องมีการรับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อเป็น ตัวแทน หรือ นายหน้าประกันภัย หากโบรกเกอร์ประกันภัยเจ้าไหนไม่มี 2 อย่างนี้ ตัดทิ้งเลยค่ะ ข้อต่อมาคือ ใบเสนอขาย ผู้ที่เสนอขายจะต้องมีการแจ้งชื่อ – นามสกุล เลขที่ใบอนุญาตตัวแทน นายหน้าประกันภัย และแจ้งว่าเป็นการขายประกันภัย หากโบรกเกอร์ประกันภัยเจ้าไหนไม่มีตัดทิ้งเลยค่ะ ต่อมา คือ เช็คประวัติและความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์ประกันภัย เช่น โบรกเกอร์ประกันภัยเปิดมายาวนานหรือไม่ มีประวัติการดำเนินการที่ดีหรือไม่ มีที่อยู่ชัดเจนหรือไม่ สถานที่ตั้งต้องมีความน่าเชื่อถือ  หากโบรกเกอร์ประกันภัยเจ้าไหนไม่มีตัดทิ้งเลยค่ะ มีหลักฐานการซื้อขายที่ชัดเจน และ สามารถตรวจสอบได้   เช่น เมื่อมีการตกลงซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ประกันภัย จะทำการออกใบเสร็จให้ลูกค้า เพื่อเป็นการยืนยันกับลูกค้าว่าได้ชำระเงินเรียบร้อย หากโบรกเกอร์ประกันภัยเจ้าไหนไม่มี หรือไม่สามรถทำให้ได้ตัดทิ้งเลยค่ะ และข้อสุดท้าย เช็คว่าโบรกเกอร์ประกันภัยต้องไม่อยู่ในรายชื่อ  Blacklist ของ คปภ.  โดยที่สามารถเช็คได้จากสายด่วน คปภ. 1186 หรือที่เว็บไซต์ คปภ.

ในการเลือกซื้อประกันภัยผ่านทางโบรกเกอร์ประกันภัยมีข้อดี คือ ค่าเบี้ยประกันรถถูกกว่าซื้อโดยตรงกับบริษัทประกัน, ได้เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันรถยนต์ของหลายบริษัท, เป็นคนกลางค่อยประสานงานเวลาเกิดเหตุ ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยผ่านทางโบรกเกอร์ประกันภัย ควรตัดสินใจ ศึกษาเงื่อนไข พร้อมรีวิวต่างๆตามเว็บไซต์ก่อน เพื่อความคุ้มค่าและคุ้มครองที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง